วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คำถามที่ยังไม่ทราบคำตอบ


การศึกษาของนักศึกษา "สายวิชาชีพ" 
ผมเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ของมทร.รัตนโกสินทร์ ซึ่งหากนับระยะเวลาการสอนของผมก็ผ่านมาประมาณ 6 ปีกว่าแล้ว สิ่งที่ผมสัมผัสได้หรือรู้สึกได้ต่อ "นักศึกษา" ที่เข้ามาเรียนคือ นักศึกษาแรกเข้าจะมีประมาณ 30 คนเศษๆ แต่พอระยะเลาผ่านไปจำนวนของนักศึกษาจะลดลง เนื่องจากสาเหตุอะไรนั้น ผมยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะยังไม่ได้ทำการศึกษา และที่สำคัญผลการศึกษาของนักศึกษาก็ไม่ดีอย่างมาก

สิ่งนี้มันอยู่ในความคิดของผมมาตลอดเวลา ถามว่าจะได้คำตอบเมื่อไหร่นั้นผมยังไม่แน่ใจ แต่ที่สำคัญมันจะแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือผมคิดและยึดติดมากเิกินไป ซึ่งหากผมคิดอีกแบบว่าทำไมต้องไปสนใจด้วย นักศึกษาที่เข้ามาเรียนไม่ได้เกี่ยวพันหรือเกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยแม้แต่น้อยนิด ผมแค่สอนอย่างเดียวมันจะทำได้หรือไม่ได้ ก็ชั่งมัน และก็ช่วยให้เกรดมันไปเถอะเดี๋ยวมันก็จบไปทำงาน

แต่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ มันเหมือนความรู้สึกรับผิดชอบต่อนักศึกษา หรือความคาดหวังในตัวของพวกเขามากจนเกินไป ด้วยการที่ผมได้รับการปลูกฝังมาให้เป็นคนที่ ต้องตั้งใจเรียน และเรียนรู้อย่างจริงจัง ทำงานหนัก มาตลอด ในขณะที่วันนึงผมมาเจอสิ่งที่จะทำให้ผมต้องเปลี่ยนแนวความคิดนั้น ซึ่งมันยังไม่อาจจะทำได้ในตอนนี้จริงๆ และไม่อยากจะเปลี่ยนด้วย

หรือทั้งหมดที่ผมเรียนรู้เรื่องคุณงามความดี ว่าเราต้องตั้งใจเรียนเชื่อฟังครูบาอาจารย์ ขยันหมั่นเพียร เรียนรู้ตลอดเวลา มันไม่จริงเลย เชื่อถือไม่ได้เลย หากเป็นอย่างนั้นผมจะมาทำหน้าสอนทำไม แค่ผมไม่มีงานทำหรือ จึงมาสอนๆๆ ไปเรื่อยโดยไม่สนใจผลผลิตที่ส่วนหนึ่งผมเป็นผู้ใส่ข้อมูลเข้าไป อย่างนั้นสถานศึกษาจะเขียนนโยบายไว้เพื่ออะไร ว่าจะ "ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติการ" ซึ่งจริงแล้วเป็นเพียงสถานที่อยู่ของบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์ หรือไม่มีงานทำจึงมาเป็น ครู หรือ อาจารย์ ทำไมต้องมีหนังสือ เมื่อไม่เคยอ่านเลย

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จน วันนึงมันจะ.... ผมไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ หากผมยังมีความดีอยู่บ้างขอให้สิ่งที่ผมทำหรือคิดได้ส่งผลให้ลูกศิษย์ของผม ได้แรงบันดาลใจและเริ่มต่อสู้กลายเป็นคนมีคุณภาพของครอบครัว และประเทศชาติต่อไปด้วยเถอะครับ

เคยดูหนังเรื่อง ขงจื้อและได้ยินคำพูดที่ว่า "สมเจตนาทุกสิ่งด้วยการหยุดนิ่ง" คงจะจริงแต่ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน เนื่องด้วยผมอ่อนความรู้เรื่องปรัชญาอย่างมาก

นายทรงกลด ศรีปรางค์
ปล.บทความนี้เก็บไว้เมื่อระยะเวลาผ่านไปกลับมาอ่านใหม่จะได้จำได้ว่าวันนี้คิดอะไรอยู่ และความคิดเปลี่ยนไปหรือยัง

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หลักคิดจาก A BEAUTIFUL MIND


หนังเรื่องสร้างจากเรื่องจริงประวัติของ John Nash หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้ได้หลักคิดสำหรับคนที่กำลังเรียนหรือศึกษา และสำหรับคนที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เราจะต้องตีพิมพ์เผยแพร่งานของเราเมื่อคิดค้นได้ ต้องทุ่มเททุกอย่างให้กับการเรียนรู้ รู้จักสังเกต ค้นหาความหมาย

แต่พระเอกในเรื่องกลาย เป็นโรคจิตที่เรียกว่า paranoid schizophrenia นานกว่า 30 ปี แต่สุดท้ายเขาก็หาย ที่สำคัญพระเอกมีภรรยาที่รักเขามาก แม้ว่าเขาจะเป็นโรคต้องรับการบำบัดรักษา เมื่อเปรียบเทียบกับการมีความรักของผู้เรียนปัจจุบัน ต่างเร่งรีบ สุดท้ายก็มีครอบครัวตอนที่ยังเรียนไม่จบ ถามว่ามันเป็นความผิดหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่ผิดเลย ข้อคิดคือ บางครั้งทำให้เสียโอกาสบางอย่างเท่านั้นเอง ซึ่งอาจไม่สำคัญ มันทำให้เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เช่น เรื่องค่าใช้จ่าย แล้วจะทำอย่างไรถึงจะดี สำหรับประเด็นนี้เป็นคำตอบที่ยากมาก อาจไม่มีคำตอบเลย เพราะเราได้เลือกที่จะเดินในทางเดินแต่ละทางไปแล้ว ผลมันจะเป็นอย่างไร ต้องเรียนรู้กันเอง หากไม่เรียนรู้ล่ะ จะผิดหรือเปล่า ตอบได้เลยว่าไม่ผิด ไม่ต้องคิดอะไรมาก ซึ่งทุกอย่างที่เราทำสุดท้ายมันจะย้อนกลับที่เรา (ประเด็นนี้ต้องลองทบทวนตัวเองโดยการพิจารณาอย่างชนิดที่ว่าค้นหาความเป็นเรา) เพราะวันหนึ่งเราต้องมีครอบครัว มีลูก เดี่ยวเราก็เจอว่า ลูกเราก็จะไม่ตั้งใจเรียนในวันนั้นเราก็อาจจะทุบตีลูก ว่าทำไมถึงไม่ตั้งใจเรียน แต่หากลองมองตัวเองว่าตอนนั้นเราเป็นอย่างที่ลูกเราทำอยู่ตอนนี้หรือเปล่าล่ะ วันนึงลูกคุณจะมีครอบครัวในตอนที่เขายังเรียนอยู่ เขาจะดำเนินชีิวิตทุกอย่างเหมือนเรา (ไม่ว่าเราจะเป็นพ่อหรือเป็นแม่ของเขา) อย่างคำโบราณที่่ว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" ซึ่งหากเรารู้เท่าทันมันจะทำให้เราเข้าใจปัญหาและแก้ไขมันอย่างถูกต้อง และผลมันจะกลับกลายเป็นดี หยุดทำบาป หยุดทำให้คนอื่นเดือดร้อน เสียใจ อย่าทอดทิ้งบุพการีโดยเด็ดขาด ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร

ย้อนกลับมองชีวิตตัวเอง ผมก็มีแฟนตอนที่กำลังเรียนอยู่ ด้วยความเป็นมนุษย์ตัวผู้ (นึกถึงเพลงนี้) ฟังแล้วหากย้อนกลับไปซัก 5 ปี คงไม่คิดอย่างปัจจุบันนี้ ผมเป็นลูกผู้ชายไม่เคยแสดงความรักกับแม่ ไม่เคยกอด ไม่เคยซื้ออะไรให้ในวันสำคัญอย่าง "วันแม่" แต่ัวันนี้ลูกผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปชนิดที่ว่าไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เลย ผมได้เปลี่ยนแปลงอย่างสุดโต่งในเรื่องนี้ โดยหวังว่าครอบครัวจะมีความสุข และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมเปลี่ยนแปลงทุกเรื่อง อโหสิให้กับทุกสิ่ง ทุกคน  วันนี้ผมเรียนจบในระดับปริญญาโทแล้ว  ผู้ที่ดีใจมากที่สุดคือ ครอบครัวผม ต่อจากนี้ไปครอบครัวผมจะมีแต่ความสุข ไม่คิดเลยว่าทุกอย่างจะดีขึ้น โดยการคิดเปลี่ยนในเรื่องที่ยากที่สุด ของลูกผู้ชายชือ ทรงกลด ศรีปรางค์

"ลองคิดถึงสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตที่อยากจะเปลี่ยนแปลง แล้วลองเปลี่ยนแปลงมัน เราจะค้นพบว่ามันมีความหมายมากมาย"
"Full moon"
ปล.บทความนี้เก็บไว้เพื่อเตือนใจตัวเองเสมอ